คืนข้ามปีสีเลือดและน้ำตา: เมื่อปู่มหาเศรษฐีบุกบ้านในคืนหนาว 12 องศา

เพื่อทวงคืนหลานชายวัย 10 ขวบที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายจับขังนอกรั้วด้วยข้อหา ‘แค่อยากสั่งสอนให้จำ’ ก่อนจะพิพากษาลูกชายเนรคุณให้หมดตัว!
ลมหนาวในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พัดกรรโชกแรงจนยอดไม้สั่นไหว อุณหภูมิบนยอดดอยในเขตเขาใหญ่ลดฮวบลงมาเหลือเพียง 12 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าหนาวจัดจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกสำหรับประเทศไทย ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงแสงไฟจากคฤหาสน์หรูหราที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเท่านั้นที่สว่างไสว
‘เจ้าสัวธนา’ มหาเศรษฐีวัยหกสิบแปดปี ผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ กำลังขับรถเอสยูวีคันหรูของตนเองฝ่าความมืดมิดขึ้นเขามาเพียงลำพัง บนเบาะผู้โดยสารด้านข้างมีกล่องของขวัญกล่องใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษสีสันสดใส และหุ่นยนต์ประกอบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ ‘น้องตะวัน’ หลานชายวัย 10 ขวบสุดที่รักบ่นว่าอยากได้มาหลายเดือน เจ้าสัวตั้งใจจะมาทำเซอร์ไพรส์หลานชายสุดที่รักถึงบ้านของลูกชายในคืนข้ามปี โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า
บ้านหลังนี้ เจ้าสัวธนาเป็นคนควักเงินสดกว่าห้าสิบล้านบาทซื้อให้ ‘กฤต’ ลูกชายคนเดียวของเขา เพื่อเป็นเรือนหอตอนที่กฤตแต่งงานกับแม่ของตะวัน แต่หลังจากที่ลูกสะใภ้คนโปรดของเจ้าสัวเสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน กฤตก็พา ‘ริสา’ ผู้หญิงที่ทำงานเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าในบริษัทเข้ามาอยู่ในบ้าน ในฐานะ ‘ภรรยาใหม่’ และ ‘แม่เลี้ยง’ ของตะวัน
เจ้าสัวธนาไม่เคยไว้ใจริสา แววตาของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความละโมบและเสแสร้ง แต่เพื่อเห็นแก่ความสุขของลูกชาย เขาจึงยอมปิดตาข้างหนึ่งและปล่อยให้กฤตบริหารบริษัทต่อไป โดยมีข้อแม้เดียวคือ ‘ต้องดูแลตะวันให้ดีที่สุด’
แต่สิ่งที่เจ้าสัวธนาได้ค้นพบในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ฉีกกระชากหัวใจของคนเป็นปู่จนแหลกละเอียด!
เมื่อรถเอสยูวีคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์อัลลอยด์สีดำสนิทของคฤหาสน์ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานและเสียงหัวเราะเฮฮาปาร์ตี้ดังลอดออกมาจากตัวบ้านที่สว่างไสว ริสาคงจะจัดปาร์ตี้เคานต์ดาวน์เชิญเพื่อนฝูงมาดื่มกินกันอย่างหรูหรา
แต่ในขณะที่เจ้าสัวกำลังจะเอื้อมมือไปกดรีโมทเปิดประตูรั้ว สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเงาดำเล็กๆ บางอย่างที่มุมมืดริมกำแพงรั้วด้านใน
ภายใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟถนน… ร่างของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังยืนกอดอกแน่น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับลูกนกตกน้ำ เด็กคนนั้นสวมเพียงเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวที่บางเฉียบและกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ที่สำคัญคือ… เขายืนเท้าเปล่าเหยียบอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ท่ามกลางอุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส!
“ตะวัน… นั่นตะวันนี่!”
หัวใจของเจ้าสัวธนากระตุกวูบ เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าอากาศภายนอก เขารีบดับเครื่องยนต์ เปิดประตูรถ แล้วพุ่งตัววิ่งไปที่ริมรั้วเหล็กทันที
“ตะวัน! ลูก! ตะวัน!” เจ้าสัวตะโกนเรียกเสียงหลง เกาะลูกกรงเหล็กมองลอดเข้าไป
เด็กชายวัย 10 ขวบค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ใบหน้าเล็กๆ นั้นซีดเผือด ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ฟันกระทบกันดังกึกๆ จนแทบพูดไม่ออก ดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้บวมช้ำและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่แห้งกรัง
“ป… ปู่ครับ… คุณปู่…” เสียงของตะวันแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน เด็กน้อยพยายามจะก้าวเดินมาหาปู่ แต่ขาทั้งสองข้างที่แข็งชาทำให้เขาสะดุดล้มลงไปกองกับพื้นคอนกรีต
“ตะวัน!!”
ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดพุ่งทะลุขีดจำกัด เจ้าสัวธนาไม่รอช้า เขาใช้อำนาจของรหัสฉุกเฉินที่เขาตั้งไว้ ปลดล็อกประตูรั้วเล็กด้วยตัวเอง ประตูเหล็กเปิดออก ชายชราวิ่งถลันเข้าไปหาหลานชาย รีบถอดเสื้อโค้ทขนสัตว์ตัวหนาของตนเองออก แล้วห่อหุ้มร่างที่เย็นเฉียบราวกับศพของตะวันเอาไว้แน่น เขาดึงร่างเล็กนั้นเข้ามากอดแนบอก พยายามถ่ายทอดไออุ่นจากร่างกายของเขาให้หลานรัก
“ใครทำแบบนี้! ใครเอาหลานปู่มาทิ้งไว้ข้างนอกแบบนี้ลูก! หลานออกมาตากลมหนาวกี่ชั่วโมงแล้ว!” เจ้าสัวถามเสียงสั่น น้ำตาลูกผู้ชายร่วงหล่นอาบแก้มเมื่อสัมผัสได้ว่าตัวของหลานชายเย็นเฉียบเพียงใด
ตะวันซุกหน้าลงกับอกอันอบอุ่นของปู่ สะอื้นไห้จนตัวโยน “น… น้าริสาครับ… ตะวันแค่… ตะวันแค่เดินชนโต๊ะ ทำแก้วไวน์หกใส่พรม… น้าริสาโกรธมาก บอกว่าตะวันเกะกะงานปาร์ตี้… เลยลากตะวันออกมาขังไว้ข้างนอก… ตะวันหนาว… ตะวันหิว… ตะวันเรียกคุณพ่อตั้งนาน แต่ไม่มีใครเปิดประตูให้เลย…”
คำบอกเล่าอย่างซื่อบริสุทธิ์ของเด็กวัยสิบขวบ เปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟแห่งความโทสะของเจ้าสัวธนา!
หลานชายของเขา… สายเลือดแท้ๆ ของตระกูล ผู้สืบทอดอาณาจักรพันล้าน ต้องมายืนหนาวตายอยู่หน้าบ้านของตัวเอง เพียงเพราะทำไวน์หกใส่พรม ในขณะที่พ่อแท้ๆ และแม่เลี้ยงใจมารกำลังเสวยสุข ดื่มด่ำกับปาร์ตี้ในบ้านที่ซื้อด้วยเงินของเขา!
“ไม่ต้องกลัวแล้วลูก… ปู่อยู่นี่แล้ว ปู่จะทวงคืนความยุติธรรมให้หลานเอง”
เจ้าสัวธนาอุ้มร่างของตะวันที่ถูกห่อด้วยเสื้อโค้ทขึ้นแนบอก แม้เขาจะอายุมาก แต่ความโกรธก็มอบพละกำลังมหาศาลให้เขา ชายชราอุ้มหลานชายเดินก้าวอาดๆ ตรงไปยังประตูไม้สักบานใหญ่หน้าคฤหาสน์
ปัง!! ปัง!! ปัง!!
เจ้าสัวธนาใช้เท้ากระทืบประตูบ้านอย่างสุดแรงเกิด! เสียงดังกึกก้องจนทะลุเสียงเพลงปาร์ตี้เข้าไปด้านใน ไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูบานใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกโดย ‘กฤต’ ลูกชายของเขาที่กำลังถือแก้วแชมเปญด้วยใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ใครมากระแทกประตูวะ! อ้าว… พ… พ่อ! พ่อมาได้ยังไงครับ ทำไมไม่บอกผมก่อน!” กฤตเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยยิ้มจะเจื่อนลงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ
เจ้าสัวธนาไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาผลักอกลูกชายอย่างแรงจนกฤตเซถลาถอยหลังไปชนกับคอนโซล ชายชราอุ้มหลานชายก้าวเข้ามากลางห้องโถงที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา แขกเหรื่อในงานปาร์ตี้ราวสิบกว่าคนต่างเงียบกริบ เสียงเพลงถูกปิดลงทันที
‘ริสา’ ในชุดเดรสสีแดงรัดรูปราคาแพงระยับ เดินกรีดกรายถือแก้วไวน์ออกมาจากโซนหน้าบาร์ เมื่อเห็นหน้าพ่อผัว เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้ม
“อ้าว คุณพ่อ… มาเซอร์ไพรส์เหรอคะ ทำไมไม่อยู่ฉลองที่คฤหาสน์ใหญ่ล่ะคะ… เอ๊ะ แล้วนั่นพาตาตะวันเข้ามาทำไมคะ ริสากำลังทำโทษเด็กดื้ออยู่นะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับสิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องปกติ
“ทำโทษ?” เจ้าสัวธนากดเสียงต่ำจนน่าขนลุก เขาวางตะวันให้นั่งลงบนโซฟาหนังอย่างทะนุถนอม สั่งให้แม่บ้านที่กำลังยืนตัวสั่นรีบไปเอาน้ำอุ่นและผ้าห่มมาเพิ่ม ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าริสาด้วยสายตาดุดันราวกับพญาราชสีห์
“การไล่เด็กสิบขวบให้ไปยืนตากลมหนาว 12 องศาด้วยเท้าเปล่า นานเกือบสองชั่วโมง โดยที่ใส่แค่เสื้อยืดบางๆ… นี่แกเรียกว่าการทำโทษงั้นเหรอ!!” เสียงตะคอกของมหาเศรษฐีดังกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์ แขกในงานต่างพากันหน้าซีดเผือด
กฤตรีบเดินเข้ามาไกล่เกลี่ย “โธ่พ่อครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ ริสาเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายลูกหรอกครับ ตะวันแกซนเอง วิ่งชนโต๊ะจนไวน์ขวดละแสนหกเลอะเทอะไปหมด ริสาก็แค่…”
“แค่บ้าอะไรฮะไอ้กฤต!!” เจ้าสัวหันไปชี้หน้าด่าลูกชายแท้ๆ “ลูกมึงถูกขังอยู่ข้างนอกจนปากเขียว หนาวสั่นจนแทบจะช็อกตายอยู่แล้ว แต่มึง… พ่อแท้ๆ กลับยืนถือแก้วแชมเปญหัวเราะร่าเริงกับนังผู้หญิงใจยักษ์นี่ มึงยังมีความเป็นคน มีความเป็นพ่อเหลืออยู่บ้างไหม!”
ริสากลอกตาบน แสร้งทำเป็นถอนหายใจ “คุณพ่อคะ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ ตะวันก็เป็นเด็กผู้ชาย โดนความหนาวแค่นี้ไม่ตายหรอกค่ะ ริสาก็แค่ปล่อยให้ออกไปยืนสำนึกผิด ‘แค่อยากสั่งสอนให้จำ’ ว่าอย่ามาทำตัวเกะกะเวลาที่ผู้ใหญ่เขามีงานสังคมกันแค่นั้นเองค่ะ พ่อแม่รังแกฉันเดี๋ยวเด็กก็เสียคนหมดหรอกค่ะ”
ประโยคที่ว่า ‘แค่อยากสั่งสอนให้จำ’ ที่หลุดออกมาจากปากของริสา พร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยาม ได้ฟางเส้นสุดท้ายในใจของเจ้าสัวธนาให้ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์!
“ดี… แค่อยากสั่งสอนให้จำสินะ…” เจ้าสัวธนาพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น เป็นรอยยิ้มที่นักธุรกิจในวงการต่างรู้ดีว่า… ใครที่ได้เห็นรอยยิ้มนี้ คือคนที่กำลังจะถูกบดขยี้จนจมดิน!
เจ้าสัวล้วงมือถือออกจากกระเป๋า กดโทรออกหาหัวหน้าบอดี้การ์ดและทนายความส่วนตัวที่สแตนด์บายอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง
“ทนายวิโรจน์ ส่งคนมาที่บ้านเขาใหญ่เดี๋ยวนี้ เอาเอกสารสิทธิ์ครอบครองบ้านหลังนี้ และเอกสารปลดตำแหน่งซีอีโอของไอ้กฤตมาด้วย… อ้อ พาตำรวจมาด้วยสองนาย ฉันจะแจ้งความข้อหาทารุณกรรมเด็ก!”
สิ้นเสียงสั่งการทางโทรศัพท์ กฤตและริสาก็เบิกตากว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า!
“พ… พ่อ! พ่อหมายความว่ายังไงครับ! ปลดตำแหน่งผม? พ่อจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ ผมเป็นประธานบริษัทนะ!” กฤตละล่ำละลักพุ่งเข้ามาจับแขนผู้เป็นพ่อ
เจ้าสัวสะบัดแขนออกอย่างรังเกียจ “ประธานบริษัทที่กูตั้งขึ้นมาด้วยเงินของกู! หุ้น 80% ยังเป็นชื่อกู! มึงมันก็แค่หุ่นเชิดที่กูให้โอกาสบริหารงานเพื่อสร้างอนาคตให้ตะวัน แต่ในเมื่อมึงตาบอด หลงนังผู้หญิงหน้าเงินจนปล่อยให้มันมาทำร้ายหลานกู มึงก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับอะไรจากกูอีกต่อไป!”
เจ้าสัวธนาหันไปหาริสาที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ขาเริ่มสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
“ส่วนเธอ… ริสา เธอคิดว่าตัวเองเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้ เป็นภรรยาของมหาเศรษฐีงั้นเหรอ? เธอคงลืมไปว่า โฉนดบ้านหลังนี้… รถหรูทุกคันที่จอดอยู่หน้าบ้าน… แม้กระทั่งบัตรเครดิตที่เธอรูดจัดงานปาร์ตี้คืนนี้ ทุกอย่างมันเป็นชื่อของฉัน! ‘ธนา โชติพิพัฒน์’ แต่เพียงผู้เดียว!”
เจ้าสัวกวาดสายตามองแขกในงานที่ยืนนิ่งเป็นหิน “พวกคุณทุกคนที่มาปาร์ตี้คืนนี้ ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันให้หมดเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ฉันจะให้ตำรวจมาลากคอออกไปข้อหาบุกรุก!”
แขกเหรื่อที่เป็นเพื่อนไฮโซจอมปลอมของริสา ต่างรีบวางแก้วและวิ่งกรูกันออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วราวกับผึ้งแตกรัง ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับเจ้าสัวผู้ทรงอิทธิพล
เพียงไม่ถึงยี่สิบนาที ขบวนรถตู้สีดำของบอดี้การ์ดและรถตำรวจก็แล่นเข้ามาจอดเต็มหน้าบ้าน ทนายวิโรจน์เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร ท่ามกลางเสียงร้องไห้ฟูมฟายของกฤตและริสาที่ตอนนี้ทรุดลงไปคุกเข่าอ้อนวอนอยู่แทบเท้าของเจ้าสัว
“พ่อครับ! ผมขอโทษ! ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่ยอมให้ริสาทำแบบนี้อีกแล้ว พ่ออย่าริบทรัพย์สินผมเลยนะครับ พ่อให้อภัยผมเถอะ!” กฤตกอดขาพ่อร้องไห้เหมือนเด็กๆ
ริสาก็คลานเข่าเข้าไปหาตะวันที่นอนขดตัวอยู่บนโซฟา “ตะวัน… น้าขอโทษนะลูก น้าไม่ได้ตั้งใจ น้าล้อเล่น ตะวันช่วยพูดกับคุณปู่ให้น้าหน่อยสิลูกนะๆๆ”
แต่ตะวันหวาดกลัวเกินกว่าจะมองหน้าริสา เด็กน้อยขยับตัวหนีและซุกหน้าเข้าหาอ้อมอกของปู่ที่ก้าวเข้ามาขวางไว้
“อย่าเอาสกปรกของพวกแกมาแตะต้องหลานฉัน!” เจ้าสัวตวาดลั่น “ทนายวิโรจน์ จัดการริบทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นชื่อของฉันคืนมาให้หมด อายัดบัตรเครดิตทุกใบของไอ้กฤต ตัดมันออกจากกองมรดก และไล่พวกมันสองคนออกจากบ้านหลังนี้ภายในคืนนี้!”
“รับทราบครับท่าน” ทนายความรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ตำรวจ “ส่วนเรื่องทารุณกรรมเด็ก ทางเรามีหลักฐานพยานแวดล้อม และสภาพร่างกายของเด็กชัดเจน ขอเชิญคุณริสาไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ”
“ไม่! กรี๊ดดด! ไม่นะกฤต ช่วยฉันด้วย! ฉันไม่อยากติดคุก! ฉันไม่มีที่ไปแล้ว!” ริสากรีดร้องดิ้นรนเมื่อถูกตำรวจเข้ามาเชิญตัว แต่กฤตกลับนั่งเหม่อลอย ตัวสั่นเทา ไม่แม้แต่จะหันไปมองภรรยาใหม่ของตนเอง เพราะเขาเพิ่งรู้ตัวว่า… ความหลงใหลชั่วครู่ ได้ทำลายชีวิตอันสมบูรณ์แบบของเขาจนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
เจ้าสัวธนาไม่สนใจเสียงนกเสียงกาอีกต่อไป เขาประคองร่างของตะวันขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมที่สุด
“เรากลับบ้านกันนะลูก กลับคฤหาสน์ของเรา ปู่เตรียมเตาผิงอุ่นๆ ช็อกโกแลตร้อนๆ แล้วก็หุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่ตะวันอยากได้ไว้รอที่บ้านแล้ว ต่อจากนี้ไป ตะวันจะมีแค่ปู่ ปู่จะดูแลหนูเอง จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายหลานปู่ได้อีกแล้ว”
เด็กชายวัยสิบขวบยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ น้ำตาใสๆ ร่วงหล่นด้วยความอบอุ่นใจ “ขอบคุณครับคุณปู่… ตะวันรักคุณปู่ที่สุดเลย”
ชายชรากระชับอ้อมกอดหลานชายไว้แน่น เดินก้าวออกจากคฤหาสน์หรูที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากของความล่มสลายสำหรับลูกชายเนรคุณ ทิ้งให้กฤตและริสาต้องเผชิญกับผลกรรมที่พวกเขาก่อขึ้น
นอกรั้วเหล็ก อากาศยังคงหนาวเย็น 12 องศาเซลเซียส แต่ภายในหัวใจของเด็กน้อยและมหาเศรษฐีชรา กลับอบอุ่นและสว่างไสวไปด้วยความรักที่แท้จริง คืนส่งท้ายปีเก่าที่เริ่มต้นด้วยคราบน้ำตาและเลือดเย็น ได้ถูกพิพากษาและปิดฉากลงด้วยความยุติธรรม… เป็นการต้อนรับปีใหม่ที่ใสสะอาด และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่สองปู่หลานจะไม่มีวันปล่อยมือจากกันอีกตลอดกาล.



